บาคาร่าฟรีเงิน
10/07/2019 มุมเมือง

ซูโม่ : กับด้านมืดของที่โลกอาจไม่เคยรู้

ภายใต้กีฬาอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเหมือนกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่นมีเบื้องหลังอันมืดดำซ่อนอยู่ ซูโม่ ถือเป็นกีฬาที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น มันถือกำเนิดขึ้นในช่วงราว 1,500-2,000 ปีก่อน และมีบันทึกอยู่ในโคจิคิ (Kojiki) ซึ่งเป็นบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 8

ซูโม่

แรกเริ่มเดิมที ซูโม่ ถูกใช้เป็นหนึ่งในพิธีกรรมของชินโต โดยเป็นการบวงสรวงเทพเจ้าให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึงทำนายพืชผล และฉลองการเก็บเกี่ยว และกลายมาเป็นกีฬาราชสำนักในสมัยนาราและเฮอัน ก่อนจะค่อยๆพัฒนาเป็นกีฬาอาชีพในสมัยเอโดะ ซึ่งเป็นรากฐานของรูปการแข่งขันซูโม่ในปัจจุบัน

และด้วยความที่เป็นกีฬาโบราณที่ได้รับอิทธิพลมาจากชินโต ทำให้ซูโม่จึงมีพิธีและธรรมเนียมประเพณีมากมาย นักซูโม่ต้องรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ราวกับเป็นหนึ่งในนักบวชของศาสนา

พวกเขาต้องสวมชุดยูคาตะในที่สาธารณะ รวมถึงต้องไว้ผมทรง “จนมาเกะ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากซามูไร ในขณะที่การให้สัมภาษณ์และการพูดต้องสุภาพเรียบร้อย แม้ขณะแข่งขันก็ไม่มีการพูดข่มขวัญคู่ต่อสู้ ซึ่งสถานะเช่นนี้ทำให้พวกเขามักถูกค้อมหัวด้วยความเคารพ ยามออกมาเดินตามท้องถนน

“ซูโม่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นกีฬาในญี่ปุ่น มันลงลึกกว่านั้นในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น” มาร์ค บัคตัน ผู้เชี่ยวชาญซูโม่ญี่ปุ่นและอดีตคอลัมนิสต์ของ Japan Times กล่าวกับ BBC

แม้ว่าซูโม่ จะเปิดรับให้กับคนทั่วไป แม้กระทั่งกับคนต่างชาติ แต่การก้าวขึ้นไปเป็นนักซูโม่อาชีพ ต้องผ่านบททดสอบหลายด่าน เริ่มต้นพวกเขาต้องสมัครเข้ารับการฝึกในโรงฝึกที่เรียกว่า “เฮยะ” ซึ่งเปรียบเสมือนต้นสังกัด โดยส่วนมากจะรับคนตั้งแต่อายุ 15-23 ปี และต้องอยู่ในสังกัดเดิมตลอดชีวิต

“มันไม่เหมือนกับฟุตบอลที่คุณสามารถย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอยู่ทีมอื่น คุณต้องอยู่ในโรงฝึกนั้นตลอดชีวิต ทางเดียวที่จะออกไปได้ คือลาออกจากการเป็นซูโม่” บัคตันกล่าว

กิจวัตรของนักซูโม่จะเริ่มตั้งแต่ตี 5-6 โมง ที่ต้องตื่นมาฝึกซ้อมในตอนเช้า และจะได้รับประทานอาหารมื้อแรกของวันในตอนเที่ยงวัน ที่ส่วนใหญ่เป็นหม้อไฟที่เต็มไปด้วยผักที่เรียกว่า “จังโกะนาเบะ” จากนั้นจะเข้านอนในตอนบ่าย และตื่นขึ้นมาทำความสะอาดและฝึกซ้อมในช่วงเย็น ก่อนจะปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารเย็น และเข้านอนก่อนสามทุ่ม

“พวกเขากินเยอะเลยทีเดียว แต่สิ่งที่พวกเขาทำจะมีความสำคัญต่อเมื่อพวกเขากินแล้วเข้านอนทันที พวกเขาไม่ได้กินอาหารเช้า พวกเขาฝึกซ้อมตลอดทั้งเช้า กินข้าวเที่ยง ที่มีสารอาหารที่ต้องการเหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่มันอาจจะมากกว่านิดหน่อย แต่พวกเขาจะกินข้าวชามใหญ่มาก สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องไปนอนทันที และห้ามตื่นจนกว่าจะถึงครึ่งบ่าย” บัคตันอธิบาย

“พวกเขากินอีกครั้งตอนเย็น กินเยอะเหมือนเดิม และหลังจากนั้นก็จะไปนอนแต่หัวค่ำ เพราะว่าต้องตื่นตอนตี 5 หรือ 6 โมงเพื่อฝึกตอนเช้า”

นักซูโม่จะต้องมีส่วนสูงเกินกว่า 165-167 เซ็นติเมตร และน้ำหนัก 65-67 กิโลกรัม เมื่อเข้ามาทุกคนจะต้องไว้ผมยาว โดยส่วนมากอาจจะยาวจนถึงกลางหลัง เพื่อให้ช่างผมของโรงฝึก ทำผมในสไตล์โบราณได้ พวกเขาจะสระผมเพียงแค่ 1-2 อาทิตย์ครั้ง และชะโลมด้วยน้ำมัน ก่อนมัดให้เป็นทรง

สำหรับการฝึกซ้อมจะเป็นไปอย่างเข้มงวด ภายในโรงฝึกจะปกครองกันในระบบสูงต่ำที่เข้มข้นแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง โดยมีเจ้าของโรงฝึกที่เป็นอดีตนักซูโม่ที่เกษียณตัวเองอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ทำหน้าที่คล้ายกับพ่อในครอบครัว หรือที่เรียกกันว่า “โอยะคาตะ” รุ่นน้องจะต้องทำตามคำสั่งรุ่นพี่อย่างเคร่งครัด โดยเป็นทั้งผู้จัดหาอาหาร และทำความสะอาด

25 ตุลาคม 2017 ฮารุมะฟุจิ แชมป์ซูโม่สูงสุดระดับ โยโกซึนะ ตกเป็นผู้ต้องหาทำร้ายร่างกาย ทาคาโนะอิวะ นักซูโม่รุ่นน้องด้วยขวดเบียร์ ขณะดื่มเหล้าที่บาร์แห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นการสั่งสอนเรื่องมารยาท หลังรุ่นน้องแอบดูโทรศัพท์ของเขา

ซูโม่

รายงานระบุว่า ทาคาโนะอิวะได้บาดเจ็บหนักถึงขั้นกะโหลกร้าว และจำเป็นต้องถอนตัวจากการแข่งขันที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ตำรวจต้องเข้ามาสอบสวนในเรื่องนี้

“ในรายงานเบื้องต้นคาดกันว่าเขาถูกตีด้วยขวดเบียร์ และถูกต่อยราว 20-30 หมัดจากรุ่นใหญ่ในสมาคมซูโม่ คนที่มีอันดับสูงสุด มีการวางตัวที่สูงกว่า และไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ” เมอร์เรย์ จอห์นสัน นักวิจารณ์ทางโทรทัศน์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับซูโม่ และอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นกล่าวกับ ABC

“เมื่อทัวร์นาเมนต์เริ่มขึ้น นักซูโม่คนนี้แจ้งว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมเพราะได้รับบาดเจ็บ และบอกว่าอาการบาดเจ็บนั้นคือกะโหลกร้าว และตอนที่สมาคมซูโม่เข้ามาและพูดว่า ‘เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้’ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความยุ่งเหยิง”

แม้หลังจากนั้น ฮารุมะฟูจิ จะออกมายอมรับผิดในเรื่องนี้ และถูกศาลจังหวัดทตโตริสั่งปรับเป็นจำนวนเงิน 500,000 เยน รวมไปถึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากวงการซูโม่ แต่สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น ก็ถูกวิจารณ์ในแง่ลบอย่างหนัก ที่ไม่พยายามจัดการกับปัญหาความรุนแรงในกีฬานี้อย่างจริงจัง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุอื้อฉาวในกีฬานี้

ปี 2010 โคโตมิตสึกิ ซึ่งเป็นนักซูโม่ระดับโอเซกิ (ตำแหน่งรองมาจากโยโกซึนะ ที่มีอยู่ราว 3-5 คน) ออกมายอมรับว่าเขามีส่วนกับการพนันเบสบอล และมีนิตยสารฉบับหนึ่งออกมาเปิดโปงว่า มีนักซูโม่ถูกข่มขู่จากแก๊งอาชญากรรม ให้จ่ายเงินเป็นจำนวนถึง 100 ล้านเยน เพื่อจะไม่แพร่งพรายในเรื่องนี้

หลังจากสมาคมเข้ามาสอบสวนก็พบว่ามีนักซูโม่ 29 รายที่เล่นพนันเบสบอล ในขณะที่อีก 36 คนข้องเกี่ยวกับการพนันทั้ง ไพ่นกกระจอก ไพ่ และพนันกอล์ฟ

ความรุนแรงถือเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาชนิดนี้มาอย่างยาวนาน แต่ที่ผ่านมาพวกเขาพยายามจัดการเรื่องนี้เป็นการภายใน ปี 2016 มีรายงานว่านักซูโม่คนหนึ่งได้รับเงินชดเชยถึง 32.4 ล้านเยน (ราว 9 ล้านบาท) หลังถูกลงโทษจนตาบอดไปข้างหนึ่ง

ฮาคุโฮะ แชมป์ซูโม่ระดับโยโกซึนะ เผยว่าเขาเคยได้รับ “ได้รับการเอ็นดู” หรือเป็นคำที่ใช้แทนการลงโทษอย่างรุนแรง ซึ่งบางครั้งอาจกินเวลาถึง 45 นาที ที่ทำให้เขายังจำไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้

"คุณอาจเห็นว่าตอนนี้ผมมีความสุขดี แต่ตอนนั้นผมร้องไห้ทุกวัน 20 นาทีแรกของการลงโทษจะเจ็บมาก แต่หลังจากนั้นจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้ว แม้จะยังถูกเฆี่ยนอยู่ก็ตาม รุ่นพี่บอกผมว่า การถูกลงโทษนั้นดีต่อตัวผมเอง พอได้ฟังอย่างนั้นผมก็ร้องไห้อีกครั้ง" ฮาคุโฮะกล่าวกับ BBC

การลงโทษได้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับกีฬาที่มีวิธีการฝึกที่เข้มงวดอย่างซูโม่ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหนัก คนในสมาคมก็จะช่วยกันปกปิด เพื่อรักษาเกียรติภูมิของกีฬานี้

“ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นชอบซูโม่ มันเป็นการหลับตาข้างเดียว” จอห์นสันกล่าวกับ ABC

“พวกเขารู้ว่ามันไม่ได้ใสสะอาดไปหมดเพราะมันเหมือนกับค่ายทหาร คนเหล่านี้ต่างทำให้ขายหน้า (เสียเกียรติ) และนั่นคือวิธีที่พวกเขาฝึกมา เมื่อพวกเขาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่พวกเขาควรได้รับการเคารพอย่างสูงสุดจากคนที่ต่ำกว่า และถ้าพวกเขาไม่ได้รับการเคารพ พวกเขาก็จะมีปฎิกริยากับสิ่งที่เกิดขึ้น”

“ใช่มันคือเรื่องภายในองค์กร และเป็นระบบศักดินามากๆ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงชอบซูโม่ มันไม่เหมือนกับกีฬาอื่น”

Spread the love
Tags : , , , , , , , ,
Leave Comment
Scroll Up