แลนซ์ อาร์มสตรอง : พระเอกหรือตัวร้าย

11/07/2019 มุมเมือง

แลนซ์ อาร์มสตรอง : พระเอกหรือตัวร้าย

การรับสารภาพอย่างไม่อายว่าความเสร็จที่ได้มาเกิดขึ้นเนื่องจากว่าใช้สารกระตุ้น เพราะอะไร แลนซ์ อาร์มสตรอง ก็เลยจำต้องใช้ทางลัดนี้สู่เส้นชัย? แล้วก็ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะยังตกลงใจแบบเดิมไหม?

แลนซ์ อาร์มสตรอง

การบรรลุผลของเขายังยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะเหตุว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง ผู้นี้เป็นผู้เดียวกับที่เกือบจะต้องตายก่อนหน้าการบรรลุผลข้างต้น เมื่อหมอพบว่าเขาเป็นโรคโรคมะเร็งที่อัณฑะเมื่อปี 1996 ซึ่งหากแม้เนื้อร้ายจะแพร่กระจายไปถึงสมองและก็ปอด แต่ว่าก็สู้จนถึงเอาชนะมันได้เสร็จ เรื่องราวชัยทั้งยังในแล้วก็นอกสนามของอาร์มสตรองได้สร้างแรงดลใจแก่ผู้คนทั่วทั้งโลก

สายสำหรับรัดข้อมือสีเหลือง สีของเสื้อหัวหน้าเวลารวม ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ที่ทำโดยมูลนิธิ ลีฟสตรอง (Livestrong) ซึ่งเขาเป็นผู้จัดตั้งเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ขายดิบขายดีไปทั้งโลกด้วยยอดจำหน่ายกว่า 80 ล้านเส้น รวมทั้งเป็นจุดเริ่มแรกของกระแสสายสำหรับรัดข้อมือเพื่อการบุญที่มีการทำออกมานานาประการแบบอย่างจากมากมายหลากหลายองค์กร

ที่แท้ความไม่ไว้วางใจสงสัยว่าอาร์มสตรองใช้สารกระตุ้น หรือ โด๊ป นั้นเป็นสิ่งที่เริ่มเข้าใจได้ เมื่อยุค 1980-1990 ซึ่งเป็นตอนๆที่เขากำลังโลดแล่นในแวดวงนั้น ได้รับการตั้งชื่อว่าเป็นยุคมืดของแวดวงชิงชัยรถจักรยาน ต้นสายปลายเหตุก็มาจาก ยุคนั้นนับว่าเป็นตอนที่มีการใช้สารกระตุ้นอย่างมากมายด้วยตัวยาที่นานาประการ ไม่ว่าจะเป็น สเตียรอยด์ เพื่อสร้างเสริมรวมทั้งฟื้นฟูกล้าม,คอร์ติโซน เพื่อลดอาการอักเสบ,ฮอร์โมนเทสโทสสเตอโรน เพื่อช่วยสร้างเสริมกระดูกแล้วก็กล้าม รวมทั้งฮอร์โมนอีริโทโพอิตำหนิน หรือ EPO เพื่อช่วยกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดแดงให้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผลทำให้นักปั่นเหน็ดเหนื่อยลดน้อยลง ซึ่งถึงแม้เทสโทสเตอโรนรวมทั้ง EPO จะเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ตามธรรมชาติแต่ว่าก็มีจำนวนน้อย ก็เลยมีแนวความคิดโด๊ปสารกลุ่มนี้เพื่อช่วยรีบวิธีการให้รวดเร็วทันใจขึ้น

นอกเหนือจากนั้น ระยะเวลาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นยังได้เกิดวิธีสุดแปลกประหลาดอย่างการโด๊ปเลือด ซึ่งหมอจะดูดเลือดในสภาพการณ์ธรรมดาของนักแข่งขันมาปั่นเอาเฉพาะเม็ดเลือดแดงเก็บไว้ รวมทั้งถ่ายกลับไปสู่ร่างกายอีกทีในตอนแข่ง เม็ดเลือดแดงในสภาพการณ์ธรรมดาซึ่งสามารถจับออกสิเจนมากยิ่งกว่าจะช่วยทำให้นักกีฬาสามารถปั่นได้อย่างเป็นเวลานานมากขึ้น รวมทั้งฟื้นได้เร็วขึ้นด้วย

ที่ชั่วร้ายที่สุดเป็น สมัยดังที่กล่าวมาแล้วเป็นสมัยที่การร่วมมือกันโด๊ปเกิดขึ้นอย่างโจ่งครุ่ม มีความร่วมแรงร่วมมือกันของนักกีฬา, กลุ่มแข่ง รวมทั้งหมอสำหรับเพื่อการใช้สารกระตุ้นและก็หลบเลี่ยงไม่ให้ถูกตรวจเจอได้ กระทั่งแปลงเป็นวัฒนธรรมอันทรามยอดนิยม เป็นข้อกังขาว่าโด๊ปกันแทบจะทั้งยังแวดวงนั่นเอง

ยิ่งอาร์มสตรองเป็นคนที่อยู่ในจุดสุดยอดของแวดวง บวกกับความเป็นมาชีวิตที่ผ่านช่วงอันยากลำเค็ญกับโรคมะเร็งมาก่อน ความข้องใจก็ยิ่งมากขึ้น มีการตรวจค้นสารกระตุ้นอีกทั้งจากเลือดแล้วก็ฉี่มากมายก่ายกอง แม้กระนั้นจำนวนมากก็ไม่เจออะไรที่น่าสงสัย แม้ว่าจะมีการตรวจเจอสารกระตุ้นอยู่บ้าง อาทิเช่นในศึก ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 1999 แต่ว่าเขาก็สามารถหาหลักฐานมาแก้ต่างได้เสร็จ

ความไม่วางใจสงสัยยังไม่หมดไป มีการเสนอคำถามจากสื่อ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆก็เริ่มเข้ามาสอบปากคำกล่าวโทษจริง เพื่อสะสางประเด็นการโด๊ปสุดฉาวในแวดวงรถจักรยาน ซึ่งถึงแม้สมัยก่อนเพื่อนฝูงร่วมกลุ่มหลายรายอย่าง ฟลอยด์ แลนดิส ซึ่งถูกยึดแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 2006 ไปก่อนหน้า กับ ไทเลอร์ แฮมิลตัน จะให้การยอมรับสารภาพ รวมทั้งซักทอดว่าตัวอาร์มสตรองเองก็โด๊ป รวมทั้งบังคับผู้อื่นในกลุ่มให้โด๊ปด้วยเหมือนกัน แม้กระนั้นนอกเหนือจากที่จะไม่ยอมรับอย่างขมีขมันแล้ว ยังสวนกลับด้วยการใส่ความว่าทุกคนที่ใส่ความเขาเป็นข้างพูดเท็จอีกด้วย

แลนซ์ อาร์มสตรอง

ถึงแม้หลายภาคสาธารณะถึงทางการสหรัฐอเมริกา จะตกลงใจถอนข้อกล่าวหา แต่ว่าหน่วยงานต้านการใช้สารกระตุ้นของประเทศสหรัฐอเมริกา (USADA) กลับไม่ยินยอมผ่อนปรนพูดง่ายๆเดินหน้าสอบสวนอย่างไม่ลดละ จวบจนกระทั่งมีคำพิพากษาช่วงวันที่ 24 เดือนสิงหาคม 2012 ว่า แลนซ์ อาร์มสตรองมีความผิดในข้อกล่าวหาใช้สารกระตุ้นจริง ซึ่งสมาพันธ์รถจักรยานโลก (UCI) ก็รับลูกต่อด้วยการล้างประวัติความเป็นมาผลที่ได้รับจากการแข่งขันของเจ้าตัวตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา นั่นนับได้ว่าเขาถูกยึดแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ อีกทั้ง 7 ยุค รวมทั้งเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 2000 รวมทั้งชื่อเสียงในแวดวงรถจักรยานต่อจากนั้นกระทั่งหมดไป

จากนั้นไม่นาน USADA ได้เผยผลของการสอบสวนความดกกว่า 200 หน้า ที่มีหลักฐานมากยิ่งกว่า 1,000 หน้าเป็นข้อช่วยเหลือ มีคำรับสารภาพของสมัยก่อนสหายร่วมกลุ่ม 11 ราย ซึ่งรวมทั้งแลนดิสรวมทั้งแฮมิลตันด้วย กับผู้เห็นเหตุการณ์อีก 15 ปาก ที่การันตีว่านอกจากตัวของอาร์มสตรองจะโด๊ปแล้ว ยังเป็นตัวการสำคัญสำหรับการทำให้บุคคลอื่นจำต้องตกลงใจโด๊ปตามอีกด้วย โดย USADA ชี้ว่าเรื่องดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วเป็น ‘โปรแกรมการโด๊ปที่สลับซับซ้อน, เป็นมือโปร แล้วก็บรรลุเป้าหมายที่สุดเท่าที่แวดวงกีฬาเคยได้เห็นมา’

กรรมหนักดังที่กล่าวถึงมาแล้วไม่เฉพาะแต่จะมีผลให้เขาหมดสิ้นความโด่งดังที่เคยมีแล้ว บริษัทต่างๆเป็นจำนวนมากที่เคยให้การเกื้อหนุนก็ถอนตัวจนถึงสูญเงินกว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา รวมทั้งไม่สามารถที่จะลงแข่งขันรถจักรยาน และก็กีฬาทุกชนิดที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ยืนยันได้อีกตลอดชีพ

“คนจำนวนไม่น้อยพูดว่าผมเหมาะสมได้รับโทษ ซึ่งผมก็เห็นตามนั้น แต่ว่าสำหรับโทษตลอดชีพผมว่ามันมากจนเกินไป เดี๋ยวนี้ผมยังมีความรู้สึกว่าผมสามารถลงแข่งขันกีฬาอื่นๆในขั้นสูงได้ แม้กระนั้นไม่มีผู้ใดพอใจ ขนาดคิดจะไปวิ่งมาราธอนเพื่อระดมทุนเพื่อการบุญยังทำไม่ได้เลย”

“เรื่องที่ห่วยแตกที่สุดก็คือ หลายท่านที่เคยทำผิดพลาดแบบผม ไม่ว่าจะเป็น ไทเกอร์ วู้ดส์,ไมเคิ่ล วิก และยังรวมไปถึง ใบเสร็จรับเงิน คลินตัน พวกเขาได้รับจังหวะแก้ตัว ส่วนผมโดนชิงทรัพย์ช่องทางนั้นไปกระทั่งหมด”

“บางโอกาสผมบางครั้งก็อาจจะหาแนวทางบรรเทาตนเองจากหัวข้อนี้ได้ แต่ว่าผมไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงเรื่องเล่าต่างๆได้อีกแล้ว ที่สุดแล้ว ผมก็เป็นไปได้เพียงแต่ตัวร้ายตลอดไป”

แต่กระนั้น มหกรรมการโด๊ปของ แลนซ์ อาร์มสตรอง และก็เพื่อนฝูงร่วมกลุ่มการในสมัยของเขา ก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดคุโณปการอย่างมากมายมหาศาลกับแวดวงรถจักรยานอย่างหนึ่ง โน่นเป็นการพัฒนาระบบการวิเคราะห์การใช้สารกระตุ้นจนกระทั่งมีความเข้มงวดกวดขันแบบสุดๆเดี๋ยวนี้นักกีฬาจำเป็นต้องทำหนังสือเดินทางชีวภาพ (Biological Passport) เพื่อบันทึกข้อมูลทั้งหมดทุกอย่างอีกทั้งกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวันหรือการใช้ยา รวมทั้งจำเป็นต้องพร้อมจัดการการสุ่มเดาตรวจที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้ทุกๆวัน ทุกเมื่อ และก็ทุกสถานที่ ทำให้การจัดโปรแกรมโด๊ปแบบแต่ก่อนทำเป็นยากขึ้น

เวลาเดียวกัน วิทยาศาสตร์การกีฬาก็ปรับปรุงรุ่งโรจน์จนถึงนักกีฬาคนธรรมดาสามารถทำผลงานได้ไม่ด้อยกับผู้ที่โด๊ป ซึ่งแม้กระทั้งตัวอาร์มสตรองเองยังมั่นใจว่า ถ้าเขาได้ได้โอกาสลงแข่งขันรถจักรยานในยุคนี้ก็อาจจะไม่โด๊ป เพราะว่ามองไม่เห็นสิ่งที่จำเป็นแล้วนั่นเอง

Spread the love
Tags : , , , , , , , , , ,
Leave Comment
Scroll Up